บทความนี้ต่อจาก พาร์ทหนึ่ง : รวมประโยคเด็ดจาก “มหาเวทย์ผนึกมาร” Jujutsu Kaisen (2020) อนิเมะเรื่องดังที่ครองใจหลาย ๆ คน ซึ่งในพาร์ทสองก็เป็นการวิเคราะห์ตามความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนเอง (เช่นเดิม) เพราะฉะนั้นผู้อ่านควรทำหัวให้โล่งและอ่านบทวิเคราะห์ตามฉบับของผู้เขียนได้เลยค่ะ

ประโยคเด็ดชวนคิดจากมหาเวทย์ผนึกมาร พาร์ทสอง

3. ว่าด้วยเรื่องการทำงานของนานามิ

“งานของผมคือการให้คนรวยเอาเงินมาฝากและทำให้พวกเขารวยยิ่งขึ้น อะไรทำนองนั้น  พูดตามตรงว่าต่อให้ผมหายไปก็ไม่มีใครเดือดร้อน แต่ถ้าร้านขนมปังหายไป คนที่อยากกินก็จะเดือดร้อน แต่งานที่อยู่นอกเหนือชีวิตประจำวันของมนุษย์ อย่างงานของผมกลับได้เงินเดือนเยอะกว่า พอมาคิดดูมันก็แปลกดีนะครับ”

ในตอนที่ 13 ฉากที่นานามิได้ระลึกความหลังในเรื่องของเหตุผลที่กลับเข้าวงการผู้ใช้คุณไสยอีกครั้ง ซึ่งนานามิได้หนีจากวงการผู้ใช้คุณไสยเนื่องจากเขาคิดว่าวงการนี้บังคับให้ผู้ใช้คุณไสยต้องเสียสละตัวเองในทางใดทางหนึ่ง (อารมณ์แบบว่าสามารถตายเพื่อภารกิจได้) แต่แล้วเขาก็รู้สึกว่างานบริษัทที่เขาทำอยู่เป็นงานที่เขาไม่เห็นคุณค่า ไม่ได้ช่วยเหลือใครหรือส่งผลกระทบต่อใครหากอยู่ ๆ เขาออกจากงานขึ้นมา (ที่นานามิคิดว่าไม่กระทบต่อใคร อาจเป็นเพราะเพราะเขาไม่อินกับงานอยู่แล้วและบริษัทก็หาคนมาแทนเขาได้) จุดเปลี่ยนที่ทำให้เขากลับเข้าวงการก็คือการที่เขาได้รับคำขอบคุณจากเจ้าของร้านขนมปังที่เขาช่วยปัดเป่าวิญญาณคำสาปให้เจ้าของร้านขนมปังหายปวดหลัง เขาจึงได้พบกับงานที่เขาสามารถสร้างคุณค่าให้กับคนและสังคมได้ จากนั้นเขาจึงโทรหาอาจารย์โกะโจเพื่อกลับเข้าสู่วงการ

เชื่อว่าเรื่องงานคงเป็นปัญหาให้หลาย ๆ คนคิดไม่ตก เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะรู้ว่าตัวเองเหมาะกับงานอะไร ชอบอะไรหรือถนัดอะไร มิหนำซ้ำเมื่อได้เข้าไปทำงานที่คิดว่าน่าจะชอบ มันกลับไม่เป็นอย่างที่คิด สำหรับนานามิแล้วเขาต้องการทำงานที่สร้างคุณค่าให้กับผู้คนและต้องเป็นงานที่เขาทำและรู้สึกว่าเขาได้ทำสิ่งนั้นจริง ๆ เขามองว่าการอุทิศชีวิตเพื่อทำงานและทำงานเพื่อเงินอีกทีเป็นชีวิตที่ดูไร้เป้าหมายและคุณค่า เขาไม่ได้มีความภูมิใจในตนเองและมองเห็นคุณค่าของการทำงานนี้ ส่วนตัวมองว่าเขาเป็นคนที่เก่งมาก ๆ ที่อดทนทำงานที่ตัวเองรู้ทั้งรู้ว่าไม่ใช่มาตั้งสองปี หลังจากที่เขาไปช่วยเจ้าของร้านขนมปังแล้วเขาก็มองเห็นว่าการกลับไปเป็นผู้ใช้คุณไสยนั้นคือทางเลือกที่เหมาะสมกับเขาและมันทำให้เขาได้รู้สึกถึงคุณค่าในตัวเองจริง ๆ

“คนอย่างเราเป็นประเภทที่ไม่มีแนวคิดเรื่องเป้าหมายหรือคุณค่าในชีวิต คงจะหาเงินไปจนอายุ 30 หรือ 40 จากนั้นก็ย้ายไปอยู่ประเทศที่ค่าครองชีพถูก ๆ อย่างไร้เป้าหมาย สี่ปีหลังเรียนจบเราคิดถึงเรื่องเงินตลอดเวลา จะคำสาปหรือผู้คน ถ้ามีเงินเราก็ไม่จำเป็นต้องเข้าไปยุ่ง ตราบใดที่มีเงิน”

ในตอนที่ตัดสินใจทำงานเป็นพนักงานบริษัท  นานามิได้คิดว่าถ้ามีเงิน เขาก็ไม่จำเป็นต้องทำอะไร ขอแค่มีเงินชีวิตก็จะราบรื่น แต่โชคร้ายที่เขาเป็นคนที่ไม่สามารถทำงานเพื่อเงินเพียงอย่างเดียวได้ เขาไม่อยากทำบางสิ่งเพียงเพื่อผลประโยชน์เท่านั้น จากบทสนทนาข้างต้นพบว่านานามิมองว่างานของเจ้าของขนมปังนั้นมีคุณค่ามากกว่าเขา เพราะถ้าไม่มีร้านขนมปัง คนที่อยากกินขนมปัง (เหมือนอย่างเขา) ก็จะเดือดร้อน แต่ถ้าบริษัทไม่มีเขาซักคนก็คงหาคนมาแทนได้  เขาจึงพบว่าสิ่งที่เขาต้องการคือ การได้ทำงานที่มีคุณค่าและมีมีประโยชน์ถึงแม้จะน้อยนิดก็ตาม สำหรับนานามิแล้วเงินคงไม่ใช่ทุกอย่างสำหรับเขา

“นึกว่าตัวเองเป็นพวกที่ไม่มีเหตุผลในการมีชีวิตซะอีก”

หากพูดถึงในเรื่องของเป้าหมายและคุณค่าในชีวิตก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนว่าจะมองอย่างไร บางคนอาจมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องค้นหาเพื่อจะได้พบสิ่งที่สำหรับตัวเองจริง ๆ เสียที บางคนอาจมองว่ามนุษย์เกิดมาแล้วก็ต้องตายในซักวัน เรื่องคุณค่าและเป้าหมายอาจเป็นเรื่องที่มนุษย์คิดขึ้นเพื่อให้ตนเองไม่เคว้งคว้างและทำอะไร ๆ อย่างมีความสุข ส่วนตัวมองว่าไหน ๆ ก็เกิดมาแล้วก็ทำอะไรที่อยากทำและคิดว่ามันโอเคกับชีวิต เรื่องคุณค่าของตัวเองก็เป็นสิ่งหนึ่งที่หากตระหนักและเชื่อมั่นแล้ว มันจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น เพราะหากเราคิดว่าเรามีความสำคัญและมีประโยชน์กับผู้อื่นในทางใดทางหนึ่ง เราจะรู้สึกว่าได้เป็นผู้ให้และมันจะรู้สึกอิ่มเอมใจในทุก ๆ วัน (ซึ่งมันก็แล้วแต่คน) หากหาเป้าหมายที่ว่าไม่เจอก็อย่าไปยึดติดมากเพราะชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แนวคิดแตกต่างกันและไม่ควรนำแนวคิดหรือความคิดของตัวเองไปตัดสินผู้อื่น ถ้าใช้ชีวิตแล้วไม่เดือดร้อนตัวเองและผู้อื่น นั่นก็ถือว่าใช้ได้แล้ว

ซีนนี้เป็นซีนที่โนบาระใช้ความสามารถอย่างเต็มที่และเท่มาก ๆ

4. ว่าด้วยเรื่องความโชคร้าย

“หนึ่งในสามกระกูลใหญ่ เซนอิน ตระกูลนั้นคาดหวังแต่ความสมบูรณ์แบบ ทุกคนสืบทอดคุณไสยมากจากตระกูลเซนอิน ในหมู่คนเหล่านั้น ผู้หญิงไม่มีสิทธิ์ไปยืนตรงจุดออกตัวด้วยซ้ำถ้าไม่เป็นส่วนหนึ่งของตระกูลเซนอินก็ไม่ใช่ผู้ใช้คุณไสย ถ้าไม่ใช่ผู้ใช้คุณไสยก็ไม่ใช่มนุษย์ ต้องคอยรับใช้ตระกูลน่ารังเกียจโดยที่โดนดูถูกเหยียดหยามมาทั้งชีวิต เพื่อให้ได้ชีวิตที่เราไม่เคยรู้ค่า รู้หรือเปล่าว่าไมจังกับคนอื่น ๆ ผ่านอะไรมาบ้าง”

“คิดว่าแค่โชคร้ายก็สมควรได้รับการให้อภัยเหรอ แล้วยังไง กลับกัน แค่เพราะโชคดีเลยสมควรดูถูกเหรอ ทำไมฉันต้องสนใจ  ความสมบูรณ์แบบ หรือความไร้เหตุผลอะไรนั่นด้วย ชีวิตเธอเป็นแค่งานหรือไง”

ในตอนที่ 17 ขณะที่โนบาระได้ทำการต่อสู้กับมิวะในงานสานสัมพันธ์ มิวะได้เล่าเกี่ยวกับเรื่องราวของไมที่โดนกดขี่จากตระกูล แต่โนบาระคิดว่าแค่โชคร้ายไม่เพียงพอที่จะทำให้ได้สิทธิ์ที่ต่างจากคนอื่นหรอก เพราะทุกคนก็ต่างมีความลำบากด้วยกันทั้งนั้น การที่ตระกูลเซนอินคาดหวังความสมบูรณ์แบบจนทำให้คนอื่น ๆ ถูกกดดันก็เป็นอีกความลำบากหนึ่งที่ต้องหาทางจัดการด้วยตนเองซักทางใดทางหนึ่ง เหมือนอย่างมากิที่ออกจากตระกูลเพราะเธอไม่ได้รับการยอมรับและความเท่าเทียมเนื่องจากเธอมองไม่เห็นคำสาปและไม่สามารถใช้พลังไสยเวทได้

“ใครสนล่ะว่าผู้ชายกับผู้หญิงต่างกันยังไง อยากทำอะไรก็ทำไปสิ”

โนบาระได้ตอบกับมิวะด้วยอารมณ์ฟิวส์ขาดเนื่องจากเธอคิดว่า ทำไมต้องไปใส่ใจเรื่องความสมบูรณ์แบบ เรื่องเพศ ค่านิยมของคนอื่นด้วย อยากทำอะไรก็ทำ อย่าให้อะไรมาเป็นสิ่งที่ขวางกั้นชีวิต ต้องยอมรับเลยว่าโนบาระเป็นคนที่ต่อสู้ด้วยฝีปากได้เก่งมาก จะเห็นได้ว่าในอนิเมะมีการแทรกถึงเรื่องความเท่าเทียมทางเพศ ค่านิยมของสังคม (ในเรื่องก็เป็นตระกูลเซนอินที่ต้องการความเพอร์เฟกต์) เหมือนจำลองสังคมทุกวันนี้ไว้อย่างย่อ ๆ เนื่องจากมีคนไม่น้อยเลยทีเดียวที่เลือกใช้ชีวิตตามค่านิยมของสังคมในแบบที่คนอื่นอยากให้เป็นและถูกค่านิยมเหล่านั้นกลืนกินความเป็นตัวเองอย่างไม่รู้ตัว

5. ว่าด้วยเรื่องการร่วมมือและการเอาตัวรอด

“ แต่ผู้ใช้คุณไสยเป็นงานเดี่ยว”

“การร่วมมือกับผู้ใช้คุณไสยคนอื่น ๆ ก็สำคัญเหมือนกันนี่ครับ”

“ก็ใช่ แต่ไม่ว่ามีพวกพ้องกี่คน เวลาตายน่ะตายคนเดียวนะครับ เธอเอาแต่พยายามตัดสินและปรับตัวให้เข้ากับคนรอบข้าง แทนที่จะนึกภาพตัวเองในอนาคตที่แข็งแกร่งกว่านี้ เพราะคิดว่าตัวเองมีอาวุธลับหรือเปล่านะ เธอคิดว่าอย่างแย่ที่สุด ถึงตัวเองตาย ทุกอย่างก็จะคลี่คลาย แบบนั้นอย่าว่าผมเลย แค่ระดับนานามิยังไปไม่ถึงด้วยซ้ำ ตายแล้วชนะกับถึงตายก็ต้องชนะ มันคนละเรื่องกันเลยนะ เมงุมิ ทุ่มให้สุดตัว โลภให้มากกว่านี้หน่อย”

ในตอนที่ 23 เมงุมิได้ขอให้อาจารย์โกะโจช่วยฝึกกับเขาเนื่องจากอยากพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น อาจารย์โกะโจจึงบอกว่าผมรู้นะว่าเมงุมิไม่รู้วิธีเอาจริง เขามักจะหาวิธีที่จะทำงานเป็นทีมและคอยสนับสนุนเพื่อนเสมอ ซึ่งก่อนหน้านี้สุคุนะเองก็เคยบอกเมงุมิในตอนที่ 5 เมงุมิเป็นถึงผู้ใช้ทูตอัญเชิญสามารถจัดการกับวิญญาณระดับพิเศษได้แท้ ๆ แต่ทำไมถึงวิ่งหนี จากนั้นอาจารย์โกะโจจึงได้แนะนำว่าให้เมงุมิทำให้เต็มที่กว่านี้หน่อย ทุ่มสุดตัวเพื่อให้ตัวเองชนะและแข็งแกร่งขึ้น การร่วมมือกับทีมและเพื่อนก็สำคัญ แต่บางอย่างที่ก็ต้องทำคนเดียว ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาเพื่อนก็ช่วยไม่ได้นะ การแนะนำของอาจารย์โกะโจเป็นการแนะนำที่จี้ใจดำและตรงจุดสุด ๆ ส่วนเมงุมิเองที่พอถูกจี้ใจดำแล้วก็ฮึดขึ้นมาและต่อสู้อย่างสุดความสามารถจนเอาชนะวิญญาณคำสาประดับพิเศษได้ ไม่ใช่แค่อาจารย์โกะโจเท่านั้นที่สังเกตเห็นว่าเมงุมิมีความสามารถมากกว่าที่เป็นอยู่

ในตอนนี้ได้ทำให้กลับมาคิดว่าถ้าอยากทำอะไรก็ลองทำให้เต็มที่สุด ๆ การคิดถึงสถานการณ์ที่แย่ที่สุดเอาไว้เพื่อทำใจและเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ก็ไม่ใช่สิ่งที่แย่ แต่ก็ไม่ควรทำใจจนปลงแล้วคิดว่าทำใจไว้แล้ว ถึงจะมีสถานการณ์ที่แย่เข้ามาก็ไม่เป็นไร เราควรดิ้นรนเพื่อที่จะพัฒนาตัวเองและทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่ควรปลงจนเกินไปแล้วปล่อยผ่านสิ่งที่ควรจะทำ เพราะเช่นนั้นมันจะกลายเป็นความเฉื่อยชาและทำให้ตัวเราเองรู้สึกล้มเหลว ลองต่อสู้ให้ถึงที่สุดแล้วคอยดูผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จะดีหรือไม่ดีก็ช่างมันเพราะอย่างน้อยก็ได้ทำเต็มที่แล้ว

เป็นอย่างไรกันบ้างคะสำหรับพาร์ทสองในบทความนี้ ในส่วนของซีรีส์ประโยคเด็ดจากเรื่องมหาเวทย์ผนึกมารจะมีทั้งหมดสามพาร์ท (จะพยายามเขียนให้จบภายในพาร์ทสาม) ส่วนใครที่สนใจที่จะรับชม มหาเวทย์ผนึกมาร ซ้ำหรือใครที่เก็บอนิเมะเรื่องนี้เข้าคลังดองไว้ก็สามารถเปิดดูและรับชมได้ใน Netflix ค่ะ