ตำนานเทพปกรณัมนอร์ส เรียกได้ว่า ถูกนำมาใช้งานในหนังหรือซีรี่ส์กันเยอะมาก โดยเฉพาะในช่วงหลายปีมานี้ เราเห็นหนังหรือซีรี่ส์ หรือแม้แต่เกมก็ดี ที่นำเรื่องราวของเทพปกรณัมนอร์สมาเล่าใหม่ ดัดแปลง หรือตีความในแบบของตนเองกันมากมาย ที่ฮิต ๆ เลย ก็เป็นเรื่องของเทพเจ้า Thor ซูเปอร์ฮีโรของ Marvel, ในซีรี่ส์ชื่อดัง Viking หรือในการ์ตูนเรื่องดัง Attack on Titan แม้แต่ในเกมหลายเกม ก็มีเรื่องราวเหล่านี้ให้เห็น ตัวอย่างเช่น เกมภาคล่าสุดของ Assassin’s Creed Valhalla ทั้งนี้ที่มีการหยิบเรื่องราวของเทพปกรณัมนอร์สมาใช้กันเยอะ น่าจะเป็นเพราะเนื้อเรื่องที่สนุกสนาน มีการหักมุมอยู่เรื่อย และหยิบมาดัดแปลงได้เยอะ อีกหนึ่งเหตุผล น่าจะเป็นเพราะได้รับความนิยมด้วย วันนี้ผมจะชวนทุกคนไปดูอีกหนึ่งซีรี่ส์ที่ได้หยิบตำนานของเทพปกรณัมนอร์สมาเล่าใหม่ ให้มีความร่วมสมัยมากขึ้น อีกทั้งยังแฝงประเด็นทางสังคมสมัยใหม่ไว้ด้วย คือซีรี่ส์ทาง Netflix ที่มีชื่อว่า Ragnarok มหาศึกชี้ชะตา

Herman Tømmeraas, David Stakston, Theresa Frostad Eggesbø, and Emma Bones in Ragnarok

Ragnarok เป็นซีรี่ส์สัญชาตินอร์เวย์ทาง Netflix ที่ถูกปล่อยซีซั่นแรกออกมาตั้งแต่ปี 2020 และกับซีซั่น 2 ที่เพิ่งปล่อยออกมาสด ๆ ร้อน ๆ เรื่องราวทั้งหมดจะเกิดขึ้นที่เมืองเล็ก ๆ ที่ชื่อว่า Edda ที่ทั้งเมืองต้องเผชิญกับปัญหาสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง และมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมของตระกูล Jotul ซึ่งเป็นครอบครัวที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 5 ของนอร์เวย์ ความเป็นจริงแล้ว ครอบครัว Jotul ทั้ง 4 คน ทั้งหมดเป็นยักษ์น้ำแข็งที่อยู่มานานกว่าหลายพันปี ในที่สุด Magne กับครอบครัวก็ได้ย้ายมาอยู่ใน Edda และได้ค้นพบว่า ตนเองเป็นร่างสถิตของเทพเจ้า Thor เขาต้องต่อสู้กับยักษ์น้ำแข็งที่มุ่งจะทำลายโลกนี้ด้วยอุตสาหกรรม หรือนี่จะเป็นเรื่องราวที่นำไปสู่มหาสงครามวัน Ragnarok

David Stakston in Ragnarok

ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า การดูซีรี่ส์สัญชาตินอร์เวย์เป็นอะไรที่ใหม่สำหรับผมมาก เพราะผมไม่ได้เข้าใจบริบทในสังคม หรือวิธีการเล่าเรื่องใด ๆ แบบของเขาเลย แต่พอดู Ragnarok แล้ว ก็รู้ได้เลยว่า ไม่ต้องไปกังวลขนาดนั้น ไม่ได้ดูยากอะไร เรื่องราวและการกระทำทั้งหมดของตัวละครนั้นก็เข้าใจได้ ดูจากพล็อตแล้ว Ragnarok ก็ดูเป็นซีรี่ส์ที่มีเนื้อเรื่องไม่ได้ซับซ้อนอะไร เหมือนจะเป็นซีรี่ส์สู้กับตัวร้ายธรรมดา ๆ เสียด้วยซ้ำ แต่ในความเป็นจริงแล้ว ซีรี่ส์ Ragnarok ได้แฝงอะไรไว้หลายอย่างมาก อย่างแรก อย่างที่บอกว่าเนื้อเรื่องไม่ซับซ้อนก็จริง เป็นการหยิบตำนานเก่ามาดัดแปลงใหม่ก็จริง หลายอย่างอาจจะพอเดาได้ แต่ก็สนุกนะครับ สนุกและมีเนื้อเรื่องให้ลุ้นตลอดเลย อาจจะไม่ได้หวือหวามาก มันค่อย ๆ พาเราให้รู้จักตัวละคร คนนี้คือเทพองค์ไหน คนนั้นคือเทพองค์ไหน การเป็นเรื่องที่หยิบมาเล่าบ่อยแล้วก็มีข้อดีเหมือนกัน ตรงที่เราไม่ต้องมานั่งเดา อาจจะสนุกเสียด้วยซ้ำ การลองมานั่งดูว่าคนนั้นเป็นใครในตำนาน เป็นอะไรที่สนุกดีนะครับ

Ragnarok in Dreams

อย่างที่สอง ผมชอบตัวละครในเรื่องมาก โดยเฉพาะสองตัวละครพี่น้อง Magne (ซึ่งเป็นตัวแทนของเทพเจ้า Thor) และ Laurits (ซึ่งเป็นตัวแทนของเทพเจ้า Loki) พูดถึง Magne จะเป็นตัวละครที่มีความซื่อ และโผงผาง ดูไปแล้วก็คล้ายกับชายโฉดชาวไวกิ้ง ที่ทำอะไรไม่อ้อมค้อม และอารมณ์ร้อน อีกคนคือ Laurits ผมดันไปติดภาพ Loki ของ Marvel ที่มีความเจ้าเล่ห์อยู่มาก พลิกไปพลิกมาเหมือนเด็กไม่น่ารัก จะบอกว่า Loki เวอร์ชันนี้ไม่ได้ร้ายขนาดนั้น อาจจะมีความกลับไปกลับมาอยู่บ้าง แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ที่น่ารัก และเป็นพี่น้องกันอยู่จริง ๆ ไม่ได้ร้ายจนเกินไปแบบ Loki ใน Marvel แต่ที่ชอบที่สุด สองตัวละครนี้แสดงออกถึงความเป็นพี่น้องอยู่ตลอด และรักกันจริง ๆ ซึ่งตรงนี้ผมว่าเป็นอะไรที่ทำให้เราดูซีรี่ส์เรื่องนี้ได้เพลิน ๆ และทำให้เนื้อเรื่องไม่หนักจนเกินไป

Danu Sunth and David Stakston in Ragnarok

ประเด็นใหญ่ ๆ ที่แฝงอยู่ในซีรี่ส์ Ragnarok เรื่องนี้ นอกจากการต่อสู้ของเทพกับยักษ์แล้ว ที่เห็นได้ชัดอีกอย่างก็คือ ประเด็นของการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และการรักษาสิ่งแวดล้อม เรียกได้ว่าเป็นอะไรที่ดีมาก กับการทำหนังหรือซีรี่ส์ และแฝงประเด็นเหล่านี้ ให้ผู้ชมได้ตระหนักถึงปัญหาที่ถ้าไม่รีบช่วยกัน มันอาจจะไม่ทันแล้วก็ได้ เรื่องนี้เป็นประเด็นอ่อนไหวและต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วน อีกประเด็นที่ผมว่าน่ารักดี คือประเด็นในเรื่องของความหลากหลายทางเพศ การใส่ตัวละครที่เป็น LGBTQ+ เข้าไปในเรื่อง และสิ่งที่ผู้ปกครองและเพื่อน ๆ ปฏิบัติต่อตัวละครเหล่านี้ ซึ่งปฏิบัติต่อพวกเขาเสมือนพวกเขาเป็นคนธรรมดาคนหนึ่งในสังคม นั่นเป็นอะไรที่ดีมาก และอยากให้งานหนังหรือซีรี่ส์ของบ้านเราทำแบบนั้นบ้าง การทำซีรี่ส์หรือหนังเพื่อ “สะท้อน” สังคมนั้นมีเยอะแยะแล้วในสมัยนี้ แต่การทำซีรี่ส์หรือหนังเพื่อน “นำ” สังคม สิ่งนี้เป็นสิ่งที่โลกต้องการอย่างมาก

Henriette Steenstrup and David Stakston in Ragnarok

หลายคนอาจมองว่า Ragnarok เป็นซีรี่ส์ที่ดำเนินเรื่องเนิบช้า และไม่ค่อยตื่นเต้นมากนัก แต่ไม่เป็นปัญหาสำหรับผม ปัญหาเดียวสำหรับผมก็คือ น่ากลัวอยู่นิดหน่อยว่าหากเนื้อเรื่องไม่พัฒนามากกว่านี้จะดูน่าเบื่อ หากทำอีกหลาย ๆ ซีซั่น บางทีผมว่า Ragnarok ก็ควรรีบจบอย่างสวยงามก็ดีเหมือนกัน ดีกว่ายืดเยื้อและเนื้อเรื่องไม่พัฒนาอีกเป็นไหน ๆ แต่อย่างไรก็ตามอยากให้ลองไปดูกันเองครับ วันนี้ลงใน Netflix แล้วทั้ง 2 ซีซั่น